วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

โรคยอดฮิตของคนติดจอ (Screen)

สวัสดีค่ะ ^/\^ เดี่๋ยวนี้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของเรามากขึ้นๆ จนบางครั้งดูเหมือนผู้ใช้ถูกครอบงำเสมือนเป็นผู้ถูกให้ใช้ การใช้เทคโลยีทุกอย่างหากเกินพอดีย่อมส่งผลเสียตามมาอย่างแน่นอน Hobby Geek หวังว่า บทความที่นำมาเผยแผ่นี้จะทำให้ผู้อ่านได้ตระหนักบ้างคะ

     เดี๋ยวนี้มองไปทางไหนเราก็จะเห็นคนติดจอกันเต็มไปหมดไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เด็กติดจอแท็บเล็ตก้มหน้าก้มตาเล่นเกมอยู่กับจอ ผู้ใหญ่ก็ติดจอสมาร์ทโฟนทั้งหลายคอยแชท แซร์ ไลน์กันตลอดเวลา ทำงานก็นั่งอยู่กับจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน พฤติกรรมของคนติดจอจะนั่งอยู่ในท่าเดิมๆ ก้มศีรษะเป็นเวลานานๆ ใช้สายตาและนิ้วมาก พฤติกรรมของคนที่ติดจอเหล่านี้จะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายอย่างมาก

     โรคเกี่ยวกับตา ปวดตา ปวดกระบอกตา สายตาสั้น จากการจ้องมองหน้าจอเป็นเวลาต่อเนื่องกันนานๆ เพราะแสงสีของภาพที่ฉูดฉาด การเคลื่อนที่เร็ว ส่งผลให้จอประสาทตาล้า กล้ามเนื้อรอบตาต้องเกร็งตัว ตาแห้งเนื่องจากต้องจ้องมองภาพจอสีต่อเนื่อง การมีพฤติกรรมแบบนี้ตลอดเวลาจะส่งผลให้จอประสาทตาเสื่อมเร็ว เมื่อเสื่อมก็จะเสื่อมสภาพลงไปเรื่อยๆ จนมองไม่เห็น

     อาการหรือโรคปวดศีรษะ ปวดคอ-บ่า-ไหล่ เรามองเห็นได้ชัดเจนว่าในขณะที่เราเมามัน เล่นเกมต่างๆ หรือจ้องมองที่หน้าจอนานๆ นั้น ท่าทางร่างกายของเราก็จะค่อยๆ ค้อมตัวลงๆ คอ-คางจะยื่นออกไปเรื่อยๆ ตัวงองุ้ม และอยู่ในท่าเหล่านี้นาน ผลเสียก็คือกว่าจะนึกได้ว่าตัวงองุ้มอยู่เช่นนี้ก็ต้องล้าไปทั้งคอ-บ่าแล้ว ซึ่งจะส่งผลโดยตรงกับเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเพราะถ้าเลือดไหลเวียนผ่านกล้ามเนื้อบ่า กล้ามเนื้อต้นคอที่เกิดการเกร็งจากท่าทางที่ผิดปกติเช่นนี้จะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก เมื่อเป็นเรื้อรังอาจทำให้เป็นต้นเหตุของอาการปวดศีรษะไมเกรนได้ด้วย และจากท่าทางเหล่านี้ก็ยังส่งผลให้กระดูกหรือหมอนรองกระดูกเสื่อมก่อนวัยอันควร โรคเหล่านี้เริ่มพบในวัยรุ่นมากขึ้นทั้งนี้ก็เหตุจากการติดจอนั่นเอง

     โรคระบบทางเดินหายใจ เคยสังเกตตัวเองไหมคะว่าหลังจากก้มหน้าก้มตาจนติดจอ เมื่อยืดตัวขึ้นมาเราก็จะถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนถึงจะเริ่มเล่นหรือเริ่มทำสิ่งอื่นต่อ นั่นก็เพราะว่าเวลาที่เรานั่งหลังงุ้มนานๆ จะทำให้การหายใจไม่สุดปอดทำให้หายใจได้สั้น เมื่อยืดลำตัวขึ้นจึงเป็นกลไกของร่างกายที่ต้องขับเอาอากาศเสียออกด้วยการถอนหายใจลึกๆ ปอดที่ถูกรบกวนการทำงานจะพบมากในวัยเด็กและวัยรุ่น คือ เด็กหายใจสั้นและติดขัด ส่งผลต่อการขับของเสียหรือเชื้อโรคในทางเดินหายใจที่ถูกจำกัดลง เด็กจะเป็นภูมิแพ้ เป็นหวัดบ่อย เป็นหอบหืด

     โรคอ้วนและโรคกระเพาะอาหาร การนั่งอยู่กับที่ต่อเนื่องนานๆ ร่างกายก็ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมาก ไม่เกิดการเผาผลาญอาหารก็จะเข้าไปพอกพูนเป็นไขมันสะสม โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง ก้น ต้นขา ซึ่งเป็นที่สะสมของเซลลูไลท์เป็นอย่างดี นอกจากจะทำให้อ้วนแล้วยังส่งผลต่อเรื่องสุขภาพตามมามากมาย ลำไส้อ่อนแรง ไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวของลำไส้ อาหารย่อยยาก ท้องอืด และยิ่งเล่นเพลินจนลืมทานอาหารก็ทำให้เป็นโรคกระเพาะได้เช่นเดียวกัน

     โรคนิ้วล็อก เส้นเอ็นข้อมืออักเสบ ปวดข้อมือ ชานิ้ว หลายท่านอาจเริ่มจากเมื่อย หรือรู้สึกว่ากำมือไม่ค่อยลง มือและนิ้วแข็งๆ กำแล้วเหยียดนิ้วไม่ขึ้น ยิ่งตอนตื่นนอนมารู้สึกมือแข็งเป็นพิเศษเหล่านี้แล้วให้เริ่มสงสัยได้เลยว่าเป็นโรคฮิตของคนที่ติดหน้าจอนี่เอง

เป็นอย่างไรบ้างคะเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ก็ส่งผลร้ายต่อร่างกายของเราได้เช่นกัน เราต้องรู้จักเลือกใช้เลือกเล่นให้พอประมาณ และที่สำคัญต้องเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ไม่ว่าจะเล่น หรือทำงาน เปลี่ยนมาลุกขึ้นเดินบ่อยๆ ยืดเส้นยืดสาย หมุนหัวไหล่บ้างใช้เวลาไม่ถึงสองนาที เพียงเท่านี้ก็ทำให้รักษาร่างกายเราไว้ได้โดยไม่เป็นโรคภัยแล้วจะได้มีร่างกายใช้เล่นไปนานๆ นะคะ

เทคโนโลยีใช้ให้พอดีก่อให้เกิดประโยชน์ แบ่งเวลามาขยับร่างกายตามที่แนะนำข้างต้นบ้างนะคะ สวัสดีค่ะ ^/\^

ขอขอบคุณ
  • เพ็ญพิชชากร แสนคำ. (2556, 6 ตุลาคม). โทรโข่งสุขภาพ: โรคยอดฮิตของคนติดจอ. กายใจ กรุงเทพธุรกิจ, หน้า 7

วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

วิธีป้องกันสมองเสื่อม (Anti Alzhimer)

สวัสดีคะ ^/\^ โพสต์นี้เป็นการคัดย่อมา หากท่านต้องการอ่านฉบับเต็มคลิกที่นี่ได้เลยคะ

     ความแก่เป็นความทุกข์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ แต่ละคนต่างก็มีความกลัวความแก่ในแต่ละรูปแบบกันไป แต่ที่ทุกคนกลัวเหมือนกันคือสมองแก่ สมองเสื่อม เนื่องจากสมองเป็นที่อยู่ของจิตใจ ซึ่งสามารถทำให้เกิดความรู้สึก สุขทุกข์ได้มาก เมื่อมีอาการสมองแก่ เช่นขี้หลงขี้ลืม ทำเงินหาย ทำบัตรเอทีเอ็มหายบ่อยๆ ทำให้เกิดความทุกข์ใจมาก หลายคนจึงต้องดิ้นรนเสาะแสวงหาทางป้องกันความแก่ทุกวิถีทาง

     มีการศึกษาวิจัยเรื่องคาเฟอีนในกาแฟสามารถช่วยเพิ่มการทำงานของสมองหรือเพิ่มไอคิวของคนกินได้ การดื่มกาแฟช่วยกระตุ้นสมองให้แจ่มใสทำงานดีขึ้น จากการทดลองผลปรากฎว่าคนที่กินคาเฟอีนมีความจำระยะสั้นดี แต่ไม่ควรดื่มมากเกินไปซึ่งจะมีผลข้างเคียงที่ไม่ดีเกิดขึ้นได้

     อาหารสมองเป็นสิ่งที่มีการพูดถึงกันมานาน มีการเอาสารเสริมอาหารมาขายกันมาก บางอย่างเขาก็อ้างว่าทำให้สมองดีขึ้น ความจำดีขึ้น แต่ไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจน ระยะหลังนี้มีข้อมูลจากการวิจัยมากขึ้น หมอแอนดรู วีล ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการแพทย์ทางเลือก เขียนแนะนำเรื่องอาหารสมองไว้หลายอย่าง เช่น เนื้อปลา น้ำมันปลา ขมิ้น ผักผลไม้ วิตามินซี วิตามินอี ซีลีเนียม คาโรตีนอยด์

     กรดไขมันโอเมก้า 3 (Omega-3 Fatty Acid) ที่อยู่ในน้ำมันปลามีคุณสมบัติบำรุงสมองได้ ทั้งนี้เพราะสารตัวนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของผนังเซลล์สมอง ถ้าขาดไปจะทำให้เซลล์สมองอ่อนแอ เป็นโรคได้ง่าย อาหารของชนชาติญี่ปุ่นและเมดิเตอเรเนียน ทำให้คนของเขาอายุยืนล้วนมีกรดไขมันโอเมก้า 3 มาก เนื่องจากมีเนื้อปลาอยู่มาก ผู้รู้จึงแนะนำให้กินเนื้อปลาบำรุงสมองมากกว่าเนื้อสัตว์อย่างอื่น คนที่ไม่ถนัดกินเนื้อปลาก็อาจจะใช้น้ำมันปลาที่ทำขายเป็นเม็ด (แต่ไม่ใช่น้ำมันตับปลาที่เหม็นคาว อย่างที่เด็กสมัยผมเคยถูกบังคับให้กิน) เช่น Krill Oil ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสสระและไม่เหม็นคาว เขาใช้สารตัวนี้รักษาโรคซึมเศร้า สมาธิสั้น ออทิซึม สำหรับนักมังสวิรัติ อาจจะหากรดไขมันโอเมก้า 3 กินในถั่ววอลนัท เม็ดแฟล็กซ์ ปอ หรือ สาหร่ายทะเล

     ขมิ้นที่เราเอามาทำเครื่องแกงมีสาร Curcumin ต้านการอักเสบ ช่วยลดการเสื่อมของสมองจากโรคอัลโซเมอร์ได้ มีผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตไว้ว่าคนอินเดียมีอัตราการเกิดโรคอัลโซเมอร์ต่ำที่สุดในโลก อาจเป็นเพราะคนอินเดียมีการใช้ขมิ้นทำเครื่องแกงกินกันมากนั่นเอง

     หมอวีลแนะนำว่าควรกินผักผลไม้ให้มากเข้าไว้ เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระและต้านสารพิษ ที่ทำให้เกิดมะเร็งและทำลายสมอง วิตามินซี วิตามินอี ซีลีเนียม และคาโรทีนอยด์ ถ้ากินเสริมอาหารเข้าไปอาจช่วยป้องกันความเสื่อมของสมองได้ แต่ในบรรดาสิ่งที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด หมอแอนดรู วีล กล่าวว่าไม่มีอะไรที่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์สนับสนุนแข็งขันเท่ากับเนื้อปลาและน้ำมันปลา

     โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์นี้ มีคนรู้จักกันมาก ใครๆ ก็กลัวโรคนี้จนมีคำถามว่าโรคนี้ป้องกันได้หรือไม่ คำตอบคือป้องกันได้บางส่วน คือชะลอมันลงไปได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการป้องกันหรือชะลอโรคอัลไซเมอร์นี้คือ การรักษาสุขภาพของระบบหลอดเลือด และหัวใจให้อยู่ในสภาพดี โดยการออกกำลังกาย เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว เต้นแอโรบิค ว่ายน้ำ เต้นรำ หรือที่ดีที่สุดคือ ทำหลายกิจกรรมอย่างว่า แบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป จะช่วยรักษาสมองของเราได้ดีกว่าอย่างอื่น (และทำให้บาดเจ็บจากการออกกำลังกายน้อยลง) นอกจากนี้ควรเลิกสูบบุหรี่ กินอาหารไขมันต่ำ ถ้าเป็นโรคเบาหวาน ต้องใส่ใจควบคุมรักษาให้น้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับดี กินผักผลไม้ให้เพียงพอ กินปลา และน้ำมันปลา (ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น) ทุกอย่างที่ว่ามานี้ร่วมช่วยกันรักษาให้หลอดเลือดทั่วร่างกาย รวมทั้งของสมองด้วยไม่ให้ตีบตัน สามารถนำออกซิเจนไปต้านความเสื่อมได้ดี

     เมื่อไม่นานมานี้พบว่าการออกกำลังกายนอกจากจะมีผลดีต่อหลอดเลือด หัวใจ และสมองแล้ว ยังกระตุ้นให้มีการผลิตสารเร่งการเสริมสร้าง (Growth Factor) ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้เซลล์ประสาทมีสุขภาพดีด้วย

     การฝึกสมองทดลองปัญญาเป็นประจำก็สามารถช่วยรักษาคุณภาพของสมองเอาไว้ได้ดี เช่น การเรียนภาษาใหม่ๆ ฝึกทดสอบความจำ ทำข้อสอบไอคิว ฯลฯ จากการศึกษาหลายชิ้นพบว่าการใช้สมองอ่านหนังสือ แก้ปริศนาอักษรไขว้ เล่นหมากรุก เล่นดนตรี สามารถลดการเกิดสมองเสื่อมได้ดีกว่าการอยู่เฉยๆ และพบว่ายิ่งทำมากยิ่งมีผลดีมาก เช่น คนแก้ปริศนาอักษรไขว้อาทิตย์ละ 4 ครั้ง สมองเสื่อมน้อยกว่าคนแก้อาทิตย์ละ 1 ครั้ง ถึง 47%

     จากข้อมูลของผู้รู้เท่าที่กล่าวมานี้ ก็สามารถช่วยให้เรารักษาประคับประคองสมองอันเป็นที่รักของเรา ให้อยู่ยั้งยืนยงไปได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สิ่งสำคัญคือต้องลงมือทำตั้งแต่บัดนี้เลย ไม่ว่าท่านจะยังหนุ่มยังสาวซิงๆ แค่ไหนก็ตาม

อ่านจบแล้วอย่าผ่านเลยไป ขอให้ปฏิบัติเท่าที่สามารถทำได้ให้มากที่สุดเพื่อสุขภาพสมองของท่านสดชื่น แข็งแรง ห่างไกลจากสมองเสื่อม สวัสดีคะ ^/\^

ขอขอบคุณ:
  • นิตยสาร HealthToday

วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความรุนแรงในครอบครัว เรื่องใหญ่ที่สังคมไทยยังมองข้าม (Family)

สวัสดีคะ ^/\^ บทความที่นำมาโพสต์นี้เป็นการคัดย่อมา หากท่านใดต้องการอ่านฉบับเต็มคลิกที่นี่ได้เลยคะ

     เมื่อไม่นานมานี้ งานวิจัยเรื่อง “สุขภาวะครอบครัวไทย ปี 2555” โดย ผศ.ดร.วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์ นักวิชาการจากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าสถิติการใช้กำลังทำร้ายกันในครอบครัวในปี 2555 เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ค่อนข้างมาก และเพิ่มขึ้นในทุกภาคของประเทศไทย

     ภาคกลาง (ไม่นับ กทม.) ครองแชมป์ความรุนแรงในครอบครัวมากที่สุดของปี 2555 ตามมาด้วยภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และกรุงเทพมหานคร

     สอดคล้องกับข้อมูลของ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล พบว่ามีข่าวการใช้ความรุนแรงในครอบครัวถึง 333 ข่าว ในจำนวนนี้ ร้อยละ 59.16 เป็นความรุนแรงในระดับเข่นฆ่าเอาชีวิตกัน และในจำนวนนี้หากแบ่งแยกย่อย พบว่าเป็นความสัมพันธ์แบบสามีภรรยามากที่สุด รองลงมาคือความสัมพันธ์แบบแฟน ทั้งนี้ จังหวัดที่มีข่าวบ่อยที่สุดคือ กทม. รองลงมาคือ สมุทรปราการ นครปฐม ปทุมธานี และชลบุรี ตามลำดับ

     ฝ่ายหญิงถูกทำร้ายร่างกายจนเลือดตกยางออก และเป็นการถูกทำร้ายแบบซ้ำซาก จนคนรอบข้างทนไม่ไหวไปแจ้งความร้องทุกข์ แต่พอเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจะมาระงับเหตุและเตรียมดำเนินคดีกับผู้ลงไม้ ลงมือ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายชาย กลับเป็นฝ่ายหญิงที่ไม่ยอม และต่อว่าต่อขานจนเจ้าหน้าที่หรือพลเมืองดีไม่อยากจะเข้าไปยุ่งด้วย

     ในมุมนี้ ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา อธิบายว่า ส่วนหนึ่งของผู้หญิงที่ยอมถูกกระทำซ้ำซากจากแฟนหรือสามีของเธอ โดยลึกๆ แล้วรู้สึกกลัวจะขาดความมั่นคงในชีวิต จึงยอมทนอยู่ทั้งที่รู้ว่าเจ็บปวด กับอีกส่วนหนึ่งอยู่ด้วยหน้าตา-ฐานะทางสังคม หรือทนอยู่เพื่อลูก เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่ตัดสินใจหย่าร้าง ก็มีอยู่พอสมควรเช่นกัน

     “ตอนนี้เมืองไทยพอๆ กับเมืองนอกแล้ว แต่ของเราจะหนักกว่า อย่างการหย่าร้างคือเลิกเลยไม่เอาแล้ว ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ อีก 30 เปอร์เซ็นต์ อยู่ได้ด้วยหน้ากากสังคม คือไม่ได้รักกันแล้ว เกลียดกันแล้ว คือไม่มองหน้ากัน แต่อยู่เพื่อลูกหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่อยู่ด้วยหน้ากากทางสังคม ที่น่ากลัวก็คือ ผู้หญิงไทยทนอยู่ด้วยความแค้น ร่วมๆ 20 เปอร์เซ็นต์ คือคุณแก่เมื่อไร อ่อนแอเมื่อไรฉันจะแก้แค้นกลับ ถ้าได้โอกาสเมื่อไรก็จะแก้แค้นกลับ ดังนั้นถ้ามันเป็นแบบนี้ หย่าร้างกันเลยดีกว่า คือเรื่องสามีภรรยา ผมให้ 2 ล. คือถ้าไม่ลืมก็ต้องเลิก แต่ทีนี้มันลืมไม่ได้ก็ประชดประชัน ต่อว่ากัน ก็เป็นความรุนแรงในครอบครัว คือลืมไม่ได้ก็ต้องเลิกสิครับ เพราะยิ่งคิดยิ่งแค้น ยิ่งอยู่นานยิ่งแค้น ก็จะจบด้วยการทำร้ายกัน” ดร.วัลลภ กล่าว

     อีกสาเหตุหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวัง คือสภาวะ “เสพติด” (Addict) ในสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสพติดสุรา-ยาเสพติด การพนัน หรือกามารมณ์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเพศชายค่อนข้างจะเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้อยู่เสมอ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งหรืออาจจะหลายอย่างพร้อมกัน โดย ดร.วัลลภ เล่าว่าผู้หญิงที่มาขอคำปรึกษา มักจะมาด้วยสาเหตุที่สามีไปมีผู้หญิงอื่น

     "การเสพติดที่ทำลายครอบครัวมากที่สุด คือเสพติดการพนัน รองลงมาคือเสพสารเสพติด อย่างการพนัน โบราณเขาบอกว่าถูกขโมยกี่ครั้งก็ไม่เท่าไฟไหม้ แต่ไฟไหม้กี่ครั้งก็ไม่เท่าผีสิงการพนัน ดังนั้นการเสพติดหรือที่เรียกว่า Addict ไม่ว่าจะเป็นการพนันหรือยาเสพติด มันเป็นบ่อเกิดของความรุนแรงในครอบครัวทั้งหมด

     หรืออย่างคนติดเหล้าหรือสารเสพติด เขาก็บอกมันไม่หนักหัวใคร เรื่องของเขาชีวิตของเขา คือพวกนี้มันเมา มันไม่รู้เรื่อง มันฆ่าใครก็ได้หมด พูดจาไม่รู้เรื่อง อย่างติดเหล้านี่พอเหล้าเข้าไปพูดจาไม่รู้เรื่อง ก็ยิงกันฆ่ากันตายได้หมด” ผู้เชี่ยวชาญด้านด้านจิตวิทยา กล่าวทิ้งท้าย ซึ่งก็สอดคล้องกับการศึกษาของ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ที่พบว่าครอบครัวที่มีปัญหาความรุนแรง ร้อยละ 83.6 มีการดื่มสุราร่วมด้วย

     ความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาเล็กๆ ที่สังคมไทยมักจะมองข้ามเสมอ ซึ่งก็มีสาเหตุหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นค่านิยมชายเป็นใหญ่ที่มองว่าการนอกใจหรือทำร้ายร่างกายภรรยา เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ การมีปัจจัยอื่นๆ มาเกี่ยวข้อง เช่น เสพติดสุราหรือสารเสพติด หรือเสพติดการพนัน

     หรือแม้กระทั่งทิฐิมานะของฝ่ายหญิงเอง ที่ไม่ยอมเลิกราหย่าร้าง เพราะจะมีความรู้สึกเหมือนตัวเองแพ้และเสียหน้า และเมื่อทนอยู่ไปนานๆ มีการพูดจาประชดประชันกันไปมาหนักขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุดฝ่ายชายอาจโมโหถึงขั้นลงไม้ลงมือกับฝ่ายหญิงถึงแก่ชีวิต ในทางกลับกัน ฝ่ายหญิงบางรายที่ถูกฝ่ายชายทำร้ายบ่อยครั้ง เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง อาจเป็นฝ่ายลงมือฆ่าฝ่ายชายเสียเอง ด้วยความโกรธแค้นที่สะสมมานานก็เป็นได้

     ปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย เพราะปัจจุบันเรามี พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ออกมารองรับ แต่สิ่งสำคัญ คือจะทำอย่างไร ให้การลงไม้ลงมือในครอบครัวเป็นสิ่งที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ และจะทำอย่างไร ให้ผู้ถูกกระทำ ที่ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง เลือกที่จะเดินออกมาจากความรุนแรง แทนที่จะทนอยู่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดๆ ก็ตาม เพื่อตัดวงจรความรุนแรงเสียตั้งแต่ต้น

     เพราะไม่ว่าชายหรือหญิง เข้มแข็งหรืออ่อนแอ เมื่อถูกกระทำมากๆ เข้า อาจตัดสินใจตอบโต้เอาคืน จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมได้ และผู้ที่ต้องทุกข์ใจที่สุด คือคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือลูกของพวกเขาเอง

Hobby Geek ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ "ต่อต้านความรุนแรงในครอบครัว" สวัสดีคะ ^/\^

ขอขอบคุณ
  • http://www.thaihealth.or.th/partner/partner_stor/37618