แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิตามิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิตามิน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เสริมอาหาร...ป้องกันมะเร็ง (supplement)

สวัสดีคะ ^/\^  โชคไม่ดีนักที่ยังไม่มีอาหารเสริมขนานใด เป็นเหมือนยาวิเศษที่ช่วยในการบำบัดผู้ป่วยโรคมะเร็ง ให้หายขาดจากอาการของโรคได้ เพราะอาหารเสริมก็ไม่ใช่ยาโดยตรง อย่างไรก็ตาม การที่ร่างกายได้รับสารอาหารแต่ละประเภทในปริมาณที่เหมาะสมนั้น ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง การป้องกันแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่

     • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง เช่น รังสี ซึ่งรวมถึงรังสียูวีในแสงแดดที่มากเกินไป สารเคมี บุหรี่

     • หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีผลในการทำลายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย เช่น การบริโภคน้ำตาล ไขมัน ในปริมาณมากเกินไป อาหารที่มีการปนเปื้อนของยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีอื่นๆ

     • หลีกเลี่ยงกิจกรรม หรือเหตุการณ์ที่จะทำให้เกิดความเครียด

ถึงการทำความรู้จักอาหารเสริมช่วยป้องกันเจ้าเนื้อร้ายนักร้ายหนานี้ ว่ามีตัวไหนน่าสนใจกันบ้าง


แคโรทีน (Carotenes)
     แคโรทีน เป็นแร่ธาตุที่พบได้ในผักผลไม้ที่มีสีแดง ส้ม เขียวเข้ม และเหลือง มีส่วนช่วยป้องกันมะเร็งในส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น มะเร็งปากมดลูก รังไข่ ปอด ต่อมลูกหมาก ลำไส้ หลอดอาหาร เบตาแคโรทีนซึ่งเป็นหน่วยย่อยของแคโรทีนนั้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยการกระตุ้นการเพิ่มปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งทำหน้าที่ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกายรวมทั้งเซลล์มะเร็ง
     แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแคโรทีน ได้แก่ มันฝรั่งหวาน ไข่ แอปริคอท ส้ม สไปรูลิน่า แครอท มะเขือเทส แคโรทีนเป็นแร่ธาตุที่ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย ไม่ว่าจะบริโภคในปริมาณที่มากเพียงใดก็ตาม

วิตามินเอ
     วิตามินเอ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทำหน้าที่ยับยั้งการผลิตฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งมีผลต่อการเติบโตของเซลล์มะเร็ง และเสริมสร้างประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย วิตามินเอนั้นมีประโยชน์ในการป้องกันโรคมะเร็งทุกชนิด ยกตัวอย่างเช่น มะเร็งปอดในผู้ที่สูบบุหรี่ซึ่งมีการตรวจพบว่าจะมีระดับวิตามินเอในร่างกายน้อยกว่าปกติ เมื่อปริมาณวิตามินเอในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งจะลดลง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม มะเร็งในช่องปาก มะเร็งในระบบเลือด และมะเร็งกล่องเสียง
     แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ได้แก่ เนย ตับ ครีม ไข่ ไขมันสัตว์ และน้ำมันปลา อย่างไรก็ตามไม่มีการระบุแน่ถึงปริมาณการบริโภควิตามินเอที่เหมาะสมต่อร่างกาย ซึ่งการบริโภคไขมันสัตว์ในปริมาณที่มากเกินไปนั้น อาจจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคชนิดอื่นได้ นักโภชนาการแนะนำว่าน้ำมันตับปลา 1 ช้อนชา ต่อวันนั้น สามารถให้ปริมาณวิตามินเอที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และควรหลีกเลี่ยงการบริโภควิตามินเอสังเคราะห์ เพราะอาจจะเป็นโอกาสเสี่ยงของการเกิดความผิดปกติสำหรับทารกในครรภ์

วิตามินซี
     วิตามินซีนั้นมีผลต่อการป้องกันโรคมะเร็งที่เกิดจากการทำงานของอนุมูลอิสระ เพิ่มปริมาณการสังเคราะห์คอลลาเจนในร่างกาย ยับยั้งการกลายพันธุ์ของพันธุกรรม และการสังเคราะห์โปรตีนที่ผิดปกติในร่างกาย จนอาจจะนำไปสู่การสร้างเซลล์มะเร็ง วิตามินซีนั้น ช่วยป้องกันโรคมะเร็งหลอดอาหาร ในช่องปาก กระเพาะอาหาร ปอด ลำไส้ รวมทั้งยังป้องกันการสร้างสารไนไตรท์ (Nitrites) จากเนื้อสัตว์ เช่น เบคอน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในร่างกาย
     ปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายต้องการเฉลี่ย 5-8 กรัมต่อวัน สำหรับผู้ใหญ่ และ 2-3 กรัม สำหรับเด็ก อย่างไรก็ตามการบริโภควิตามินซีในปริมาณที่มากเกินไปนั้น อาจก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกายได้ โดยอาหารที่เป็นแหล่งวิตามินซี ได้แก่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ส้ม มะนาว ฝรั่ง และกะหล่ำปลี

วิตามินอี
     วิตามินอี ช่วยป้องกันการสร้างอนุมูลอิสระจากกรดไขมันไม่อิ่มตัวในร่างกาย ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และทำลายเนื้องอกที่อาจจะกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว วิตามินอีจัดได้ว่าเป็นวิตามินที่มีประสิทธิภาพดีในการป้องกันโรคมะเร็ง นอกจากนั้นแล้วยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอี ได้แก่ ข้าวสาลี พืชตระกูลถั่ว โดยปริมาณที่เหมาะสมต่อการบริโภคได้แก่ 200-400 หน่วย (IU)

เซเลเนียม (Selenium)
     เซเลเนียม เป็นแร่ธาตุที่มีความสัมพันธ์กับผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยผู้ป่วยโรคนี้จะมีระดับเซเลเนียมในร่างกายต่ำกว่าคนปกติ แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยเซเลเนียม ได้แก่ ข้าวสาลี หอยนางรม ปลาทูน่า และเนย อย่างไรก็ตาม การบริโภคเซเลเนียมในปริมาณที่มากเกินไปอาจจะเป็นโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ โดยปริมาณที่เหมาะสมต่อการบริโภค 100 ไมโครกรัมต่อวัน

ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก นิตยสาร Alternative Medicine สวัสดีคะ ^/\^

วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557

เกิดอะไรขึ้นเมื่อกินวิตามินไม่พอดี (Vitamin)

สวัสดีค่ะ ^/\^ ในสมัยที่ยังเด็กได้เรียนมาว่า วิตามินมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่คุณรู้หรือไม่ว่าวิตามินที่เรากินกันอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะวิตามินในกลุ่มแอนติออกซิแดนซ์ (A, C, D, E) นั้น หากกินเกินความพอดี ก็สามารถก่ออันตรายต่อร่างกายได้เหมือนกัน 

วิตามินเอ

     ปริมาณวิตามินเอที่ร่างกายเราควรได้รับนั้น จะอยู่ที่ประมาณ 600 - 800 ไมโครกรัม /วัน หากเรากินวิตามินเอมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ก็ทำให้เกิดอันตรายได้

อันตรายจากการขาดวิตามินเอ
• โรคผิวหนัง วิตามินเอมีส่วนสำคัญในการรักษาสภาพเยื่อบุผิวหนัง การขาดวิตามินเอ จึงทำให้ผิวพรรณขาดความชุ่มชื่น หยาบกร้าน แห้งแตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณผิวหนัง ข้อศอก ตาตุ่ม และข้อต่อต่างๆ ซึ่งอาจนำไปสู่โรคผิวหนัง เช่น สิว และโรคติดเชื้ออื่นๆ ได้

• ตาฟาง หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งของวิตามินเอ คือการมีส่วนช่วยในการสร้างสารที่ใช้ในการมองเห็น (rhodopsin และ iodopsin) หากขาดจะทำให้มองเห็นได้ยากในเวลากลางคืน หรือในที่ที่มีแสงส่วางน้อย และทำให้เยื่อบุตาแห้ง กระจกตาเป็นแผล อีกทั้งในกรณีที่ร่างกายขาดวิตามินเออย่างรุนแรง อาจทำให้ตาบอดถาวรได้

• ความต้านทานโรคต่ำ วิตามินเอเป็นตัวช่วยสำคัญ ที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราทำงานตามปกติ การขาดวิตามินเอ จึงทำให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ง่าย อีกทั้งยังทำให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูก ช่องปาก คอ และที่ต่อมน้ำลายอีกด้วย

อันตรายจากการกินวิตามินเอมากเกินไป
• แท้งลูกหรือพิการ หญิงมีครรภ์ที่กินวิตามินเอเกินขนาด มีความเสี่ยงต่อภาวะทารกในครรภ์ คลอดออกมาพิการหรือแท้งได้ เนื่องจากฤทธิ์ของวิตามินเอมีผลกับการเจริญเติบโตต่อเด็กในครรภ์ ซึ่งอาจทำให้เด็กมีความผิดปกติที่ทางเดินปัสสาวะ กระดูกผิดรูป มีติ่งปูดออกมาที่บริเวณหู เป็นต้น

• อาจทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย และอาเจียนได้ หากกินวิตามินเอมากขนาดครั้งเดียว เกิน15,000 ไมโครกรัม

• เกิดการสะสม และเกิดโทษในระยะยาวได้ ทั้งนี้อาการที่พบบ่อยคือ ทำให้เบื่ออาหาร เจ็บกระดูกและข้อต่อ เซื่องซึม นอนไม่หลับ กระวนกระวาย ผมร่วง ปวดศีรษะ ท้องผูก ทั้งนี้อาการทั้งหมดจะหายไปเองหากหยุดกิน
วิตามินซี

โดยทั่วไป ร่างกายของคนปกติมีความต้องการวิตามินซี อยู่ที่ประมาณ 60-90 มิลลิกรัม/วัน หากรับประทานวิตามินซีมากหรือน้อยกว่าจำนวนดังกล่าว อาจทำให้เกิดอันตรายตามมาดังนี้

อันตรายจากขาดวิตามินซี

• มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดตามข้อต่อของร่างกาย เลือกออกตามไรฟัน เจ็บกระดูก
เป็น แผลหายช้า เนื่องจากวิตามินซีทำหน้าที่ต่อต้านการอักเสบ และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย การได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ จะทำให้เส้นเลือดในร่างกายอ่อนแอ และทำให้บาดแผลที่เกิดขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกายหายช้าว่าปกติ

• เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย คุณสมบัติพิเศษอีกประการของวิตามินซี คือ เป็นตัวต่อต้านสารก่อมะเร็ง และช่วยควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน ถ้าร่างกายขาดวิตามินซี จะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดต่ำลง และทำให้ติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้ง่าย

• เป็นโรคลักปิดลักเปิด ในกรณีของเด็กหรือผู้สูงอายุที่ได้รับวิตามินซี น้อยกว่าวันละ 10 มิลลิกรัม อาจทำให้เป็นโรคลักกะปิดลักเปิดได้ ทั้งนี้หากร่างกายขาดวิตามินซีมากเกินปกติ อาจทำให้มีลูกยาก เป็นโรคโลหิตจาง และมีภาวะความผิดปกติทางจิตได้

อันตรายจากการกินวิตามินซีมากเกินไป

• เกาต์ เนื่องจากวิตามินซีมีหน้าที่ในการช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกาย การรับวิตามินซีในปริมาณมาก จะทำให้เกิดปัญหาการสะสมธาตุเหล็ก ตามกระดูกข้อต่อต่างๆ มากขึ้น และอาจทำให้เกิดโรคเกาต์ได้ในที่สุด

• นิ่วในไต นอกจากนั้นการกินวิตามินซีมากเกินไป อาจไปรบกวนการดูดซึมของทองแดงและซิลิเนียม ซึ่งส่งผลให้มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตได้ อีกทั้งในคนปกติหากได้รับ เกินกว่าวันละ10,000 มิลลิกรัม อาจทำให้ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อได้
วิตามินดี

ปกติเราสามารถสร้างวิตามินดีได้จากใต้ผิวหนัง เมื่อได้รับรังสีไวโอเลตในแสงแดด ทั้งนี้ ปริมาณวิตามินดีที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน คือ ประมาณ 5 ไมโครกรัม / วัน กระนั้นหากได้รับวิตามินดีมากหรือน้อยเกินไป ก็เป็นอันตรายเช่นกัน

อันตรายจากการขาดวิตามินดี
โททัล บาลานซ์ พลัส สารอาหารรวม 68 ชนิด


• โรคกระดูกอ่อน ในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต การขาดวิตามินดีจะทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อน เนื่องจากวิตามินดีทำงานร่วมกับแคลเซียม ในการช่วยควบคุมระดับแคลเซียมในร่างกาย เมื่อขาดแคลเซียม จึงทำให้กระดูกเปราะและหักง่าย อีกทั้งยังทำให้กระดูกตามส่วนต่างๆ ในร่างกายผิดรูป โค้งงอ และขาโก่ง อีกทั้งยังทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนในผู้ใหญ่ได้อีกด้วย

• ท้องเสีย นอนไม่หลับ ปัสสาวะบ่อย กระวนกระวาย กล้ามเนื้อกระตุก เป็นหวัดบ่อย กล้ามเนื้ออ่อนแอ ขาดความคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง และความต้านทานโรคลดน้อยลง เป็นต้น
อันตรายจากการกินวิตามินดีมากเกินไป

• ท้องผูกหรือท้องเสียเรื้อรัง โดยปกติร่างกายของเราสามารถกำจัดวิตามินดี ที่สร้างจากแสงแดดออกไปจากร่างกายตามธรรมชาติ แต่ถ้าหากกินวิตามินดีเสริมมากเกินไป ก็อาจอันตรายได้ เช่น ถ้ากินวิตามินดีวันละ 25-50 ไมโครกรัมติดต่อกันนาน 6 เดือน อาจทำให้เกิดอาการท้องผูก หรือท้องเสียเรื้อรัง เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน หัวใจเต้นผิดปกติ และอ่อนเพลียได้

• เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง เนื่องจากวิตามินดี มีส่วนช่วยในการดูดซึมฟอสฟอรัส และแคลเซียมจากลำไส้ ไปสร้างกระดูกและฟัน การขาดวิตามินดีจึงมีผลโดยตรง ที่ทำให้ระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในร่างกายไม่สมดุล ทำให้มีแคลเซียมสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ในเนื้อเยื่อ เลือด ตับ ไต ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคร้ายอื่นๆ ตามมาได้

วิตามินอี

สำหรับคนปกติ มีปริมาณแนะนำสำหรับการบริโภควิตามินอี อยู่ที่ 15 มิลลิกรัมต่อวัน ทั้งนี้ สำหรับในผู้ป่วยที่ต้องการวิตามินอีเพื่อการรักษาโรค สามารถรับประทานได้มากกว่านี้ แต่ต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์

อันตรายจากการขาดวิตามินอี

• โรคหัวใจกำเริบ วิตามินอีมีหน้าที่สำคัญในการจับสารอนุมูลอิสระ ที่เข้ามาทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขาดวิตามินอี มีส่วนทำให้อนุมูลเหล่านี้ ก็สามารถเข้าไปทำปฏิกิริยากับไขมันในเลือด ซึ่งทำให้เนื้อเยื่อต่างๆ เสื่อมสภาพเร็วยิ่งขึ้น และนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ก่อให้เกิดการเกิดก้อนเลือด และที่สุดทำให้เกิดโรคหัวใจกำเริบได้

• ระบบประสาทมีปัญหา ในกรณีของคนที่ร่างกายมีปัญหาในการดูดซึมไขมัน และในเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนด การได้รับวิตามินอีต่ำกว่าปริมาณที่กำหนด อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบประสาท และเป็นโรคโลหิตจางได้ เนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดแดงในร่างกายถูกทำลาย จนทำให้มีอายุสั้นลง
อันตรายจากการกินวิตามินอีมากเกินไป

• รู้สึกปวดศีรษะ กล้ามเนื้ออ่อนล้า ตาพร่ามัว อ่อนเพลีย มีอาการอึดอัดในช่องท้อง ท้องร่วง เป็นต้น ทั้งนี้มีรายงานว่าถ้าร่างกายมีวิตามินอีสูงมาก อาจขัดขวางการดูดซึมวิตามินเอ ซึ่งส่งผลทำเลือดแข็งตัวช้าลง เป็นต้น

โพสต์ต่อไปเป็นเรื่องใดโปรดดิตตามคะ สวัสดีค่ะ ^/\^

ขอขอบคุณ
  • นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 206

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Total Balanz Pluz สารอาหารรวม 68 ชนิด

สวัสดีคะ ^/\^  ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จะแนะนำต่อไปนี้มีชื่อเสียงมากถึงกับได้รับการโหวตเป็นอันดับ 1 จากผลิตภัณฑ์ 100 แบรนด์ด้วยกัน เราไปรู้จักกันเลยคะ

โททัล บาลานซ์ พลัส (Total Balanz Pluz)
เครื่องหมาย อย.: 10-3-03548-1-0003

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่รวมคุณค่าสารอาหารจากธรรมชาติและวิตามินรวมสูงสุดถึง 68 ชนิด ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระคุณภาพสูงและการรวมคุณค่าสารอาหารที่ร่างกายต้องการ ซึ่งเน้นส่วนผสมที่สกัดมาจากธรรมชาติเป็นส่วนสำคัญ คิดค้นโดยบริษัทเอ็กซ์เท็นด์ไลฟ์ ประเทศนิวซีแลนด์และได้รับการพัฒนาสูตรเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา ประเทศไทย (อย.)ให้ขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเรียบร้อยแล้ว

สารอาหารทุกตัวได้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดระดับโมเลกุลโดย ศาตราจารย์ ดร. เอ มูเน็ม ดาอูด์ หัวหน้าทีมงานแผนกวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ท่านมั่นใจได้ว่า สารอาหารทุกตัวมีการทำงานร่วมกันและออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำหน่ายในราคาที่ยุติธรรมเพื่อให้ลูกค้าใน 45 ประเทศรวมถึงคนไทยที่ต้องการดูแลสุขภาพสามารถจัดซื้อมารับประทานได้

เรามีความเชี่ยวชาญในสารอาหารเสริม เพราะเราทราบว่าสารอาหารบางชนิดที่อยู่ในรูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารเสริมทั่วไปอาจถูกทำลายด้วยกรดในกระเพาะได้ง่าย เช่น กลูต้าไธโอน เราจึงได้นำเทคโนโลยี่จากวงการเภชสัชกรรมชั้นสูงมาใช้ในการเคลือบเม็ดอาหารเสริมด้วยระบบเอนเทอริค enteric coating ซึ่งจะช่วยปกป้องไม่ให้กรดในกระเพาะทำลายสารอาหารสำคัญ ทำให้สารอาหารเหล่านี้ถูกปล่อยออกมาบริเวณลำไส้เล็กซึ่งเป็นจุดที่ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดีที่สุด การเคลือบเม็ด อาหารเสริมด้วยเอนเทอริคจะช่วยให้ท่านรับประทานได้ง่ายขึ้นโดยไม่ระคายเคืองกระเพาะ

เชื่อมั่นได้ด้วยข้อมูลยืนยันจากลูกค้าของเราที่ได้แจ้งเกี่ยวกับประโยชน์จากการรับประทานอาหารเสริม โททัล บาลานซ์ พลัส ไว้มากมาย เช่น
  • สมองปราดเปรื่องขึ้น ความรู้สึกที่สดชื่นขึ้น ด้วยสารอาหารจาก เลซิติน, อัลฟาไลโปอิก แอซิด, แอล-คาร์นิทีน, แอล- ไทโรซีน, อินโนซิทอล
  • สุขภาพหัวใจ, คุณภาพของเลือด, และหลอดเลือดดีขึ้น ด้วยสารอาหารจากวิตามินบี 12, วิตามินซี, วิตามินอี, ชาเขียวสกัด, แอล- กลูตาไธโอนและอื่นๆ
  • ลดอาการภูมิแพ้ ไข้หวัด หรือป่วยไข้ ด้วย สารอาหารจาก แอล- กลูตาไธโอน, แอล-ซิสเทอีน, เบต้า กลูแคน 1,3 , ควอร์เซติน, สารสกัดจากมะเขือเทศ, วิตามินบี 6, ชาเขียว สกัด, วิตามินซี, วิตามินอี, ยี่หร่าดำ สกัด
  • เล็บแข็งแร็งขึ้น ผมเงางามขึ้น ผิวพรรณกระชับขึ้น ด้วยสารอาหารจาก แอล-โพรลีน, แอล- เมไธโอนิน, ลูเทอิน, อะโลเวรา, ดี-ไบโอดีน, วิตามินบี 2, วิตามินบี 3, วิตามินซี,  วิตามินอี, ชาเขียวสกัดและอื่นๆ
  • สายตาการมองเห็นที่ดีขึ้น ด้วยสารอาหารจาก อัลฟาไลโปอิก, เบต้าแคโรทีน, ซีแซนธิน, ลูเทอิน, วิตามินบี 2, บิลเบอร์รี่สกัด
  • ระบบย่อยอาหาร การดูดซึม และสุขภาพภาพตับดีขึ้น ด้วยสารอาหารจาก ไพเพอรีน, ขิง สกัด, ยี่หร่าดำ สกัด,  อะโลเวรา,, เลซิติน, คอไลน์, อัลฟาไลโปอิก, แอล-เมไธโอนิน

อาหารเสริม โททัล บาลานซ์ พลัส กับการลดริ้วรอยด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

ด้วยสารอาหารสำคัญและวิตามินรวมที่หลากหลายในโททัล บาลานซ์ พลัสจึงสร้างเสริมให้ท่านพร้อมในทุกด้าน อาทิเช่น มีผิวพรรณเริ่มดูดีขึ้น มีกำลังวังชาที่ดีขึ้น อารมณ์ผ่อนคลาย และสามารถเผชิญกับความเครียดได้ดีขึ้น

ไกลเคชั่น และเมธิลเลชั่นที่เป็นส่วนสำคัญในการลดสารอนุมูลอิสระ นอกจากนี้มีเพียงผลิตภัณฑ์อาหารเสริมไม่กี่ชนิดที่ช่วยซ่อมแซมดีเอ็นเอหรือเซลล์ในร่างกายให้สมบรูณ์ สาเหตุที่ผู้ผลิตเหล่านั้นไม่ได้นำ ส่วนผสมเหล่านี้มาใช้อาจเพราะต้นทุนสูงและนวัตกรรมการผลิตที่ไม่ทันสมัย แต่ในอาหารเสริม โททัล บาลานซ์ พลัสมีครบทุกส่วนประกอบที่กล่าวมาข้างต้น

เพราะอาหารเสริม โททัล บาลานซ์ พลัส มีสารสกัดจากผิวองุ่น Reservatrol ช่วยปกป้องเซลล์และชะลอกระบวนการเสื่อมของร่างกาย ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคร้ายต่างๆ พร้อมทั้งส่วนประกอบของ L-Glutathinone ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูงจึงนำท่านไปสู่สุขภาพผิวและกายที่ แข็งแรง

อาหารเสริม โททัล บาลานซ์ พลัส มีสารสกัดของผลทับทิมถึง 200 มก.ซึ่งผลทับทิมนั้นสามารถช่วยลดภาวะเซ็กส์เสื่อม (impotence) ช่วยปกป้องการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายและช่วยสมดุลสภาวะอารมณ์ของท่านผู้หญิงวัยทองได้ และส่วนที่สำคัญที่สุดหากท่านรับประทานอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ท่านแข็งแรงจากภายในห่างไกลจากโรคร้ายต่างๆ สนุกกับการใช้ชีวิตและดูอ่อนวัย

แร่ธาตุที่จำเป็น, เอนไซม์จากธรรมชาติ, วิตามินและโคแฟ็คเตอร์, กรดอะมิโนและเสริมอาหารจากธรรมชาติ, ส่วนผสมสร้างภูมิต้านทานโรค, พืชสมุนไพรสกัด นี่คือกลุ่มสารอาหารที่ท่านจะได้รับจากอาหารเสริม โททัล บาลานซ์ พลัส

         

เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการดูแลสุขภาพ และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายต่างๆ ขอแนะนำให้ทานอาหารเสริม โททัล บาลานซ์ พลัส ร่วมกับน้ำมันปลา โอเมก้า3 ดีเอชเอของเอ๊กซ์เท็นด์ไลฟ์ซึ่งเป็นน้ำมันปลาบริสุทธิ์จากประเทศนิวซีแลนด์ สวัสดีคะ ^/\^

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

8 คำถามรู้ทันวิตามิน (Vitamins) 2/2

สวัสดีคะ ^/\^ มาต่อกับ 8 คำถามยอดฮิต "ชีวิตกับวิตามิน"

5. วิตามินต้องเป็นของนอกถึงดี เช่นเดียวกับความคิดที่ว่าต้องไปโรงพบาลถึงจะดีกว่าคลินิกนั่นละครับ วิตามินไม่ว่าผลิตที่ไหน ถ้าผ่านกระบวนการตรวจสอบแบบที่ใช้กันเป็นมาตรฐานและมีการศึกษารับรองก็ถือเป็นของดีที่รับประทานได้หมดครับ ไม่เหมือนกับวิตามินที่โรงพบาลอินเตอร์บางแห่งผลิตเองในห้องเล็กๆ แล้วก็จัดมา "เฉพาะบุคคล" อย่างนี้เสียอีกครับที่น่าจับตามองในเรื่องความแน่นอนของปริมาณและผลการรักษา

6. วิตามินกินแล้วสวยสั่งได้ วิตามินกินแล้วสวยไม่มีในโลกครับ ย้ำ...ไม่มีอยู่จริงๆ ครับ แต่การกินวิตามินให้ "สุขภาพสวย" น่ะมีครับ นั่นคือเลือกรับประทานวิตามินร่วมกับอาหารสด เช่น กินวิตามินซีและน้ำมันปลาแล้วก็ต้องกินปลาสดกับผักสดด้วย อย่างนี้จะช่วยให้คุณ "ดูดี" ได้แน่ๆ

7. วิตามินลดอ้วนควรกินไหม ที่จริงแล้วไม่มี "วิตามินลดความอ้วน" มีก็แต่วิตามินที่ช่วยในกลไกการเผาผลาญของร่างกาย ยกตัวอย่าง แอล-คาร์นิทีน โคคิวเท็นหรือสารอาหารชนิดอื่นๆ อย่างสารสกัดชาเขียว จะไม่ช่วยรีดน้ำหนักได้เลยตราบเท่าที่เรายังรับประทานเท่าเดิมและไม่ได้ออกกำลังกาย

8. วิตามินบำบัดขจัดมะเร็งได้ไหม การกินวิตามินให้รักษามะเร็งนั้นไม่ควรเลยครับ เพราะอย่าลืมว่ามะเร็งมีสาเหตุการเกิดร่วมกันหลายอย่าง ทั้งเรื่องพันธุกรรม ฮอร์โมนและความเครียด อีกมากที่มากระตุ้นมะเร็งให้งอกงามขึ้น ดังนั้น การรับประทานวิตามินสำหรับมะเร็งนั้นเป็น "ตัวช่วย" เท่านั้นครับ ขอท่านที่รักอย่าเพิ่งทิ้งทางหลักของการรักษาเป็นอันขาดทีเดียว

หวังว่าโพสต์ "8 คำถามรู้ทันวิตามิน" มีประโยนช์ต่อเพื่อนๆ ทุกท่าน สวัสดีคะ ^/\^

ขอขอบคุณ
  • นพ.กฤษดา ศิรามพุช. (2556, 24 มีนาคม). กายคิด จิตกำหนด: 8 คำถามรู้ทันวิตามิน. กรุงเทพธุรกิจ กายใจ, หน้า 8

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

8 คำถามรู้ทันวิตามิน (Vitamins) 1/2

สวัสดีคะ ^/\^ ดิฉันได้อ่านบทความ "8 คำถามรู้ทันวิตามิน" ของนพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ อ่านแล้วรู้สึกว่าต้องบอกต่อจึงนำบทความมาเผยแผ่คะ

8 คำถามยอดฮิต "ชีวิตกับวิตามิน"

1. ตรวจวิตามินจำเป็นจริงหรือ มีผู้ถามมากในระยะหลังด้วยเพราะโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งตั้งเกณฑ์การตรวจขึ้นมา มีราคาสูงมากเป็นหลักหมื่นถึงหลายหมื่น ซึ่งไม่จำเป็นต้องตรวจในทุกคนนะครับ ขอให้เลือกตรวจสุขภาพแบบที่จำเป็นก่อน เช่น ตับ ไต หัวใจ ไขมัน มะเร็ง แต่การตรวจวิตามินนี่ถ้าปกติดี กินอาหารครบก็ไม่จำเป็นต้องตรวจครับ

2. จัดวิตามินเฉพาะบุคคล การจัดยารายบุคคลนี่ต้องระวังครับ เพราะจะเป็นยา "ทำเอง" นั่นคือทำกันในโรงพยาบาลเป็นห้องเล็กๆ ไม่ใช่โรงงานผลิตยาขนาดใหญ่ได้มาตรฐาน ดังนั้น ยา "ทำเอง" พวกนี้จึงกินแล้วอาจรู้สึก "เฉยๆ" เท่านั้นแต่ที่สำคัญคือ "แพงมาก"

3. วิตามินชั้นดีต้องแพงเสมอไป ไม่จำเป็นเลยครับท่านที่รัก วิตามินที่ดีมีวิธีเลือกง่ายคือเป็นธรรมชาติที่สุด ดูดซึมดีและมีอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ใช่รวมอยู่ในเม็ดเดียวกันทุกวิตามินแต่กินเข้าไปมีแต่ "วิตามินสังเคราะห์" ทั้งนั้น

4. วิตามินจำเป็นหรือไม่ คำถามระดับโลกจริงๆ ซึ่งก็มีคำตอบให้คือ "แล้วแต่คน" ครับ เอาตัวอย่างง่ายๆ ก็ได้ ถ้าในคนที่อายุมากแล้วกินอาหารได้น้อย หรือกินได้มากก็ไม่ดูดซึมดีเหมือนคนหนุ่มสาว หากได้วิตามินเข้าไปช่วยก็จะดีขึ้นมากครับ แต่ในคนหนุ่มสาวที่กินได้ครบอยู่แล้ว อย่างนี้ก็ไม่จำเป็นต้องกินวิตามินเสริม

โปรดติดตาม 8 คำถามยอดฮิต "ชีวิตกับวิตามิน" ตอนจบ สวัสดีคะ ^/\^

ขอขอบคุณ
  • นพ.กฤษดา ศิรามพุช. (2556, 24 มีนาคม). กายคิด จิตกำหนด: 8 คำถามรู้ทันวิตามิน. กรุงเทพธุรกิจ กายใจ, หน้า 8