วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

เจ็ดซากมะเร็งตรวจได้จากเลือด (Cancer marker)

สวัสดีคะ ^/\^ ช่วงหลังๆ มานี้พบเจอใครต่างก็กลัวมะเร็งทั้งนั้น ถ้าเราสามารถสืบรู้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็จะได้รับมือกับมะเร็งได้ถูกต้องใช่ไหมคะ ดิฉันจึงขออนุญาตเผยแผ่บทความของนพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เรื่องเจ็ดซากมะเร็งตรวจได้จากเลือดคะ

มะเร็งก็คล้ายเด็กซนครับ ไปที่ไหนก็วุ่นวายไปทั่ว ครั้นลุกออกมากลับบ้านแล้วก็ยังทิ้งซากซนทโมนเอาไว้เป็นข้าวของรกรุงรังอยู่ตามหลัง ราวกับผีพุ่งไต้ที่ทิ้งซากหางของมันเอาไว้ก็ไม่ปาน

การจะกำจัดมะเร็งต้นตอได้มีอยู่ทางหนึ่งคือดูจาก “ซาก” นี่ละครับ ในบรรดาซากทั้งหลายของมะเร็งเราใช้คำศัพท์ทางวิชาการเรียกมันว่า “ค่าสารบ่งชี้มะเร็ง” (Cancer marker) ที่เชื่อว่าหลายท่านรู้จักดีอยู่ แต่ความสำคัญอยู่ที่ต้องรู้นะครับว่าไม่จำเป็นต้องตรวจทั้งหมดทุกชนิดและบางชนิดขึ้นสูงก็ไม่จำเป็นต้องตกใจจากมะเร็งเสมอไป มีโรคอื่นด้วยที่ทำให้ “ซาก” เหล่านี้ขึ้นสูง มาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

1. ซากมะเร็งตับ ค่าสารบ่งชี้ชนิดนี้เรียกว่า เอเอฟพี (AFP) ยิ่งมีมากยิ่งบอกถึงความเสี่ยงมะเร็งตับ ความสำคัญอยู่ที่ใช้ดูก่อนเกิดมะเร็งในผู้มีความเสี่ยง เช่น ตับไม่ดี ดื่มแอลกอฮอล์ พาหะไวรัสตับอักเสบบี และใช้ดูเวลาที่รักษามะเร็งตับแล้วมีการลุกสามมากขึ้นหรือไม่

2. ซากมะเร็งลำไส้ ในกลุ่มของมะเร็งชนิดนี้มีข้อดีคือมีวิธีตรวจเยอะครับ นอกจากส่องกล้องที่ยุ่งยากแล้วยังมีการ “เจาะเลือดตรวจ” ที่ง่ายกว่ามาก ตรวจตอนดูสุขภาพประจำปีก็ได้ครับ ค่านี้เรียกว่า ซีเอ19-9 (CA19-9)

3. ซากมะเร็งต่อมลูกหมาก บอกได้ดีถ้าเจาะดูค่า พีเอสเอ (PSA) ที่อาจเริ่มสูงได้ตั้งแต่อายุสามสิบต้นๆ คนที่มีปัญหาปัสสาวะไม่พุ่ง ปัสสาวะบ่อยหรือผิดปกติไปขอให้ตรวจค่าพีเอสเอนี้ดู ถ้าสูงก็ยังไม่ต้องตกใจครับ เพราะมันอาจหมายถึงแค่ต่อมลูกหมากโตเล็กน้อยไม่ใช่มะเร็งเสมอไป

4. ซากมะเร็งเต้านม ตรวจได้จากเลือดครับคือค่า ซีเอ15-3 (CA15-3) ถ้าให้ดีก็ตรวจร่วมกับแมมโมแกรมให้แน่ครับ

5. ซากมะเร็งรังไข่ ใช้การเจาะเลือดร่วมกับอัลตราซาวน์ท้องน้อยเป็นสำคัญ ซากของมันในเลือดชื่อ ซีเอ12-5 (CA12-5) ถ้ายังไม่อยากอัลตราซาวน์หรือตรวจภายในให้เหนียมเล่นก็สามารถตรวจจากเลือดได้ก่อนครับ เหมาะสำหรับสาวๆ ที่มีประวัติในครอบครัวปวดประจำเดือนบ่อยหรือเป็นช็อกโกแลตซีสต์

6. ซากมะเร็งปากมดลูก ต้องใช้การตรวจภายในเป็นหลัก ผลที่ได้มักพบซากเชื้อโรคตัวหนึ่งเรียก เอชพีวี (HPV) ในช่องคลอด การตรวจภายในประจำปีก็จับเชื้อนี้ได้ ขอให้เน้นกับคุณหมอว่าจะตรวจเชื้อเอชพีวีนี้ด้วย เพราะถ้าเจอมันก็ชี้ถึงความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกได้มากครับ

7. ซากมะเร็งสมอง ของที่อยู่ในกะโหลกนั้นก็ยังสามารถตรวจซากที่โผล่ออกมาในเลือดได้ครับ สำหรับกรณีนี้คือ เนื้องอกต่อมใต้สมอง (Prolactinoma) ที่พบบ่อยทำให้ปวดศีรษะ ตามัว คลื่นไส้ ในบางท่านมีน้ำนมไหลจากอกด้วย ช่วยตรวจให้รู้โดยหาค่าโปรแล็กติน (Prolactin)

เวลาตรวจสุขภาพให้กับคนไข้ก็จะถามง่ายๆ ว่าอยากตรวจขยะมะเร็งชนิดไหนบ้าง ไม่จำเป็นต้องตรวจทั้งเจ็ดชนิด โดยจะดูจากพฤติกรรมในชีวิตคนไข้และประวัติเสี่ยงโรคภัยในครอบครัวครับ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น
     - มีญาติพี่น้องสายตรงเป็นมะเร็ง อาทิ มะเร็งเต้านม
     - แต่งงานตั้งแต่อายุน้อย นึกถึงมะเร็งปากมดลูก
     - ปวดศีรษะมานานเรื้อรัง ระวังเรื่องของสมอง
     - ประจำเดือนผิดปกติ ปวดประจำเดือนบ่อย นึกถึงรังไข่
     - ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบ นึกถึงเนื้องอกในตับ
     - ขับถ่ายผิดปกติ น้ำหนักตัวลดเบื่ออาหาร นึกถึงมะเร็งลำไส้
     - ปัสสาวะไม่พุ่งแรง ปัสสาวะบ่อย มีอาการคล้ายไม่สุด นึกถึงต่อมลูกหมาก

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยขน์สำหรับทุกท่านไม่มาก็น้อย สวัสดีคะ ^/\^

ขอบขอบคุณ
๐ นพ.กฤษดา ศิรามพุช. (2556, 7 เมษายน). กายคิด จิตกำหนดเจ็ดซากมะเร็งตรวจได้จากเลือด. กายใจ กรุงเทพธุรกิจ, หน้า 8

วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การบริจาคอวัยวะเพื่อนำไปปลูกถ่าย VS การอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาแพทย์

สวัสดีคะ ^/\^ โพสต์ครั้งที่แล้วได้กล่าวถึงการบริจาคดวงตาไปแล้ว โพสต์นี้จะกล่าวอีก 2 การบริจาคที่ถือว่าเป็นการทำทานบารมีขั้นสูงสุดจนวินาทีสุดท้าย นั่นคือการบริจาคอวัยวะเพื่อนำไปปลูกถ่ายและการอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาแพทย์

โดยโพสต์ครั้งนี้ขอนำการบริจาคอวัยวะเพื่อนำไปปลูกถ่ายและการอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาแพทย์มาเปรียบว่าให้เห็นความแตกต่างของการบริจาคทั้งสองอย่างกัน

การบริจาคอวัยวะเพื่อการปลูกถ่าย
การอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาแพทย์
1. นำอวัยวะบางส่วน เช่น หัวใจ ปอด ตับ ไต ฯลฯ ไปเปลี่ยนให้กับผู้ป่วยที่อวัยวะนั้นๆ เสื่อมสภาพเพื่อให้มีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น 1. อุทิศร่างกายเพื่อให้นักศึกษาแพทย์ศึกษาส่วนต่างๆ ของอวัยวะในร่างกายมนุษย์
2. ต้องเสียชีวิตจากสมองตายเท่านั้น 2. เสียชีวิตจากสาเหตุธรรมชาติ มีอวัยวะครบถ้วน ยกเว้นผู้บริจาคดวงตา
3. หลังจากผ่าตัดนำอวัยวะออกซึ่งใช้เวลาประมาณ 2-4 ชั่วโมง แพทย์ตะตกแต่งร่างกายให้คงเดิมและมอบให้ญาตินำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาได้ 3. หลังจากเสียชีวิตแล้วต้องแจ้งให้ไปรับร่างกายภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากการศึกษาซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ปี จะมีพิธีบำเพ็ญกุศลอาจารย์ใหญ่ให้
4. รับแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะจากผู้มีจิตกุศลทั่วประเทศ 4. มีขอบเขตการรับอุทิศร่างกายจำกัด เช่น รับเฉพาะผู้ที่มีภูมิลำเนาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (รายละเอียดขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบัน)
5. แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะได้ที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย เหล่ากาชาดจังหวัดทุกแห่ง ร.พ.ศรีนครินทร์ ขอนแก่น ร.พ.ชลบุรี ร.พ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และหน่วยเคลื่อนที่ต่างๆ 5. ติดต่อได้ที่คณะแพทยศาสตร์ทุกแห่ง

จากข้างต้นพอจะเห็นความแตกต่างกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็สามารถแสดงความจำนงบริจาคได้ทั้งอวัยวะและร่างกาย แต่เมื่อเสียชีวิตจะบริจาคอะไรได้ขึ้นอยู่กับสาเหตุการเสียชีวิต เพราะผู้ที่สามารถบริจาคอวัยวะได้ต้องเสียชีวิตด้วยภาวะสมองตายเท่านั้น เช่น เส้นเลือดในสมองแตก เนื้องอกในสมอง ส่วนผู้ที่บริจาคร่างกายเสียชีวิตด้วยภาวะปกติ เช่น ชราภาพ ฯลฯ 

การบริจาคทั้งสองกรณีถือว่าเป็นการทำทานที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้คนได้มากมายไม่สูญเปล่า หากท่านใดต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปได้ที่เว็บไซต์ของสภากาชาดไทยหรือเส้นทางลิงค์ด้านล่าง ขออนุโมทนาบุญคะ ^/\^

ขอขอบคุณ

วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การบริจาคดวงตา (Cornea)

สวัสดีคะ ^/\^ หลังจากที่คิดมาหลายตลบว่าไหนๆ ก็โพสต์เกี่ยวกับการบริจาคโลหิต พลาสม่า และสเต็มเซลล์ยังมีการบริจาคอีก 3 อย่างก็จะครบตามที่สภากาชาดไทยรับบริจาค นั่นคือการบริจาคอวัยวะเพื่อนำไปปลูกถ่าย การอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาแพทย์ และการบริจาคดวงตา ซึ่งทั้ง 3 อย่างที่กล่าวมานี้ถือว่าเป็นการทำทานบารมีขั้นสูงสุดจนวินาทีสุดท้ายกันเลยทีเดียว

ขอแจ้งแก่ท่านผู้มีจิตกุศลได้ทราบก่อนว่า “การบริจาคดวงตา” เป็นการยื่นเจตจำนงต่างหากจากการบริจาคอวัยวะ (หัวใจ ปอด ตับ ไต) เรามาดูรายละเอียดกันเลยคะ

ประเทศไทยมีคนตาบอดหรือมืดมัวอยู่เป็นจำนวนมากที่มีสาเหตุจากโรคกระจกตาหรือตาดำ ซึ่งศัพท์ทางแพทย์เรียกว่า Cornea อาจจะรักษาให้หายหรือทุเลาได้โดยวิธีการผ่าตัดที่เรียกว่าการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาหรือ Corneal Transplantaiton (Keratoplasty)

ส่วนตาขาวนำไปใช้ประโยชน์ในการผ่าตัดรักษาและแก้ไขความผิดปกติและโรคของตาได้หลายชนิด เช่น ผ่าตัดแก้ไขหนังตาตก ใช้หุ้มลูกแก้วที่ใช้ใส่แทนตาปลอมกรณีแพทย์จำเป็นต้องผ่าตัดควักตาของผู้ป่วยออก การผ่าตัดแก้ไขหนังตาม้วนเข้า ผ่าตัดแก้ไขจอประสาทตาลอก แก้ไขส่วนตาขาวของผู้ป่วยที่บางมาก เป็นต้น

ในสมัยก่อนไทยเราได้รับความช่วยเหลือจากศูนย์ดวงตาสากล (International Eye Bank) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี ประเทศสหรัฐอเมริกา และจักษุแพทย์ในประเทศไทยก็พยายามช่วยตัวเองโดยการแสวงหาดวงตาจากศพไม่มีญาติที่ถึงแก่กรรมในโรงพยาบาล ด้วยทั้ง 2 ประการนี้นานๆ ถึงจะได้ดวงตาสักครั้งซึ่งไม่เพียงพอกับผู้ป่วยที่รออยู่เป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่มาของ “ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย” และวันที่ 17 สิงหาคม 2512 ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยได้รับดวงตาจากผู้บริจาคที่ถึงแก่กรรมเป็นคู่แรกนำมาผ่าตัดให้ผู้ป่วยสำเร็จ 2 ราย ซึ่งต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ สภานายิกาสภากาชาดไทย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานคำขวัญเพื่อใช้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนให้แสดงความจำนงอุทิศดวงตา ความว่า

"ดวงตาเราคู่นี้แสนมีค่า เกินกว่าจะทิ้งไปให้สูญเปล่า 
เราไม่อยู่เราไม่ใช้นัยน์ตาเรา ให้คนเขาเก็บไว้ใช้เราได้บุญ"

เงื่อนไขในการรับบริจาคดวงตาก็ไม่ซับซ้อนเพียงท่านสามารถมองเห็นได้ ไม่ว่าจะสายตาสั้น ยาว เอียง ตาเหล่ เคยเป็นต้อ หรือมีโรคประจำตัวอย่างความดัน เบาหวานก็สามารถแสดงความจำนงบริจาคดวงตาได้ เพราะการแสดงความจำนงไว้ว่าจะบริจาคดวงตาในวาระสุดท้ายให้กับศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย โดยจะนำมาใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ขึ้นอยู่ตอนเสียชีวิตว่าทางผู้อุทิศดวงตามีโรคใดบ้างที่ทำให้ติดเชื้อไปกับผู้ป่วยกระจกตาพิการที่เราจะใช้ประโยชน์การเปลี่ยนให้ ถ้าทางศูนย์ดวงตาตรวจดูร่างกายของผู้อุทิศดวงตาแล้วว่าไม่มีโรคที่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยที่เราจะเปลี่ยนกระจกตาได้ ทางศูนย์ฯก็จะไปจัดเก็บดวงตาของผู้อุทิศดวงตาตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค

ท่านสามารถติดต่อแสดงความจำนงบริจาคดวงตาได้ 3 ช่องทาง
1. ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย (คลิกเพิ่มเติม)
2. บริจาคออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทย http://www.eyebankthai.com ซึ่งศูนย์ดวงตาจะจัดส่งบัตรผู้บริจาคดวงตาให้ตามที่อยู่ที่แจ้งไว้
3. เครือข่ายศูนย์ดวงตา (คลิกเพิ่มเติม)

ท่านใดต้องการข้อมูลเพิ่มเติมคลิกลิงค์ได้เลยคะ ขออนุโมทนาบุญคะ ^/\^

ขอขอบคุณ