วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

‘มะเขือเทศ’ ผลไม้ของทุกเพศ-ทุกวัย

สวัสดีค่ะ ^/\^ หลายคนทราบดีว่า “มะเขือเทศ” เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะ “สารไลโคปีน” ที่ทำหน้าที่ปกป้องการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย และป้องกันโรคร้ายต่างๆ

     “แววตา เอกชาวนา” นักโภชนาการบำบัดและผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ อธิบายว่า “ไลโคปีน” (Lycopene) จัดเป็นสารประกอบที่พบมากในผลไม้สีแดง ได้แก่ มะเขือเทศสุก เกรปฟรุต แตงโม มะละกอ ส้ม ฝรั่งสีชมพู (ยกเว้นสตรอเบอร์รี่และเชอร์รี่) และโดยเฉพาะในฟักข้าวมีไลโคปีนสูงมาก
     “คุณสมบัติของไลโคปีนคือจะแตกตัวออกมาจากเนื้อเยื่อได้ดีเมื่อผ่านความร้อน ดังนั้นไลโคปีนในมะเขือเทศจึงเป็นที่นิยมมากกว่าผลไม้ชนิดอื่น เพราะสามารถนำไปปรุงอาหารเพื่อรับประทานและทำให้ร่างกายของเราได้รับไลโคปีนอย่างเพียงพอในแต่ละวันได้”

กระแสการดื่มน้ำมะเขือเทศ
     ปัจจุบันคนรักสุขภาพจำนวนมากหันมาให้ความสนใจเรื่องการดื่มน้ำมะเขือเทศ อาจารย์แววตาแนะนำว่าการดื่มน้ำมะเขือเทศให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น มีให้เลือก 2 แบบ คือ ดื่มก่อนอาหาร (ท้องว่าง) โดยหยดน้ำมันลงในน้ำมะเขือเทศเพื่อช่วยในการดูดซึมของร่างกาย และดื่มหลังอาหาร เช่น เรากินก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวผัด ในอาหารเหล่านี้จะมีน้ำมันอยู่แล้ว ก็สามารถดื่มน้ำมะเขือเทศตามได้ทันที โดยไขมันในอาหารที่กินเข้าไปจะช่วยในการดูดซึมไลโคปีนได้ดีมากขึ้นนั่นเอง
     นอกจากนี้น้ำมะเขือเทศยังให้พลังงานต่ำ น้ำตาลน้อย ดื่มแล้วไม่อ้วน ผู้ป่วยเบาหวานจึงสามารถรับประทานได้

ป่วย “โรคไต” ไม่ควรดื่มน้ำมะเขือเทศ
     แต่มีข้อแม้อยู่ว่า ในมะเขือเทศมีสารโพแทสเซียมสูงมาก สำหรับคนที่เป็นโรคไตและผู้ที่มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงก็ต้องหลีกเลี่ยงโดยสิ้นเชิง อย่างคนปกติควรดื่มน้ำมะเขือเทศแค่ 2 แก้วหรือ 2 กล่องต่อวัน ร่างกายจะสามารถขับโปแตสเซียมออกหมด สำหรับการเลือกดื่มน้ำมะเขือเทศแบบกล่อง ให้ระวังการเพิ่มโซเดียม จึงควรเลือกที่มีปริมาณโซเดียมต่ำเพราะในมะเขือเทศเองก็มีโซเดียมจากธรรมชาติอยู่แล้ว หากเรากินเค็มมากไปจะทำให้ติดและทำให้เราไปกินอาหารอื่นๆ รสเค็มด้วย ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาได้

กินมะเขือเทศอย่างไร ให้ได้ประโยชน์สูงสุด
     นักโภชนาการแนะนำว่า สำหรับ ผู้หญิง ให้กินมะเขือเทศแบบสดเพราะมีไวตามินซี และใยอาหาร ที่จะช่วยทำให้ผิวพรรณดี เต่งตึง ส่วนผู้ชายนั้น ให้เน้นแบบสุก เพราะช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ ดังนั้นถ้าครอบครัวไหนมีลูกผู้ชาย ก็สามารถฝึกให้เด็กกินมะเขือเทศตั้งแต่เล็กๆ เพื่อเป็นการปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้กับเขา
     นอกจากนี้การกินมะเขือเทศสด (ผ่านความร้อน) ดีกว่าการกินน้ำมะเขือเทศ เพราะเราจะได้ทั้งใยอาหารและสารอาหารอื่นมากขึ้นด้วย

แนะมือใหม่ฝึกกิน “มะเขือเทศ”
     สำหรับคนที่ไม่ชอบกินมะเขือเทศ มีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยฝึกให้เริ่มกินได้ โดยการทำน้ำมะเขือเทศด้วยตัวเอง เริ่มต้นจากการนำมะเขือเทศมาผ่านความร้อน ด้วยการจุ่มน้ำร้อน ประมาณ 20 - 30 วินาที แล้วลอกเปลือกออก จากนั้นนำไปปั่นใส่น้ำแข็งหรือโยเกิร์ตตามความชอบ หรืออาจจะผสมน้ำส้มสด น้ำมะนาว น้ำผลไม้อื่นๆ หรือน้ำผึ้งนิดหน่อยให้มีรสเปรี้ยว รสหวาน เข้ามาผสม ก็จะทำให้กินง่ายขึ้น
     “ส่วนเด็กๆ นั้น ต้องฝึกกันหน่อย  เพราะเด็กส่วนใหญ่ที่ไม่ชอบกินผักจะต่อต้าน และทำให้ติดนิสัยมาจนโต ดังนั้นมีวิธีแก้ง่ายๆ คือ นำเอาเมล็ดมะเขือเทศออกก่อน แล้วทำอาหารอะไรก็ได้ที่เด็กชอบ สำคัญที่สุดเลย พ่อแม่ควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกนะคะ ในการรับประทานอาหารทุกครั้ง อย่าเขี่ยผักออกให้ลูกเห็นเด็ดขาด เพราะถ้าพ่อแม่ไม่กินผัก ลูกก็จะไม่อยากกินผักแน่นอน ดังนั้นเรารู้ดีว่าผักมีประโยชน์ การที่เราปลูกฝังลูกตั้งแต่ยังเล็กจะช่วยให้เขาได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จริงๆ ไปจนโต”

อย่างไรก็ตาม ไลโคปีนก็เหมือนสารอาหารชนิดอื่นๆ ที่ร่างกายต้องการในปริมาณจำกัดและเพียงพอต่อวัน ถ้าเรากินมากเกินไปร่างกายก็จะขับออกมาถือว่าไม่มีประโยชน์ และอีกอย่างไลโคปีนนั้นไม่ใช่ยารักษาโรค เราต้องกินอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จึงจะมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแท้จริง เมื่อไหร่ก็ตามที่เรากินแบบผสมผสานกัน ร่างกายของเราก็จะได้รับสารอาหารอย่างสมดุล สวัสดีค่ะ ^/\^

ขอขอบคุณ
  • เรื่องโดย ภาวิณี เทพคำราม Team Content www.thaihealth.or.th

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Products of Harry Potter

สวัสดีค่ะ ^/\^ ถึงแม้ว่า แฮรี่ พอตเตอร์ จะจบไปแล้วทั้งหนังสือและภาพยนต์ แต่ความนิยมก็ยังมีอยู่ จึงเป็นที่มาของสินค้าเกี่ยวกับ แฮรี่ พอตเตอร์ เลือกสินค้าได้เต็มที่ สวัสดีค่ะ ^/\^

Hi Collectors, Harry Potter is Never die. Let shops product of Harry Potter. 



                   CLOTHING, SHOES, JEWELRY & WATCHES








วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2558

5 ตัวการเร่งจอประสาทตาเสื่อม

สวัสดีค่ะ ^/\^ จอประสาทตาถือว่าเป็นของหายากที่ใช่ว่าจะมีให้เปลี่ยนกันง่ายๆ ถ้าไม่อยากให้จอประสาทตาเสื่อมก่อนวัยก็ควรอ่านโพสต์นี้ซะหน่อยน่ะค่ะ

     ไม่ว่าจะหันหน้าสู้งานกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ในออฟฟิศ 8 ชม.เต็ม หรือสนุกกับเกม กับสมาร์ทโฟน จนลืมเวลา แล้วถ้ามีอาการเหล่านี้ ตาแห้ง, ตามัว, ปวดตา อย่านิ่งนอนใจ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณ จอประสาทตาเสื่อม นี่คือ 5 ตัวการเร่งให้จอประสาทตาของคุณเสื่อมกันวัยอันควร

     รศ.นพ. นริศ กิจณรงค์ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เตือนว่าหลีกเลี่ยงได้ ถ้าปฏิบัติตาม

1.วางคอมพิวเตอร์ไม่เหมาะสม
     เพื่อลดแสงตกสะท้อนบนหน้าจอ ควรวางจอคอมพิวเตอร์ด้านข้างหน้าต่าง โดยมีระยะห่างระหว่างจอภาพกับตัวเราประมาณ 50 - 70 ซม. จัดระดับจดภาพจากจุดศูนย์กลางของจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่กว่าระดับสายตาประมาณ 4 - 9 นิ้ว ที่สำคัญไม่ควรให้จอภาพอยู่สูงหรือต่ำเกินไป

2.ไม่กล้ากำจัดแสงไฟที่รบกวน
     นอกจากวางคอมพิวเตอร์ถูกตำแหน่งแล้ว ควรปิดไฟบางดวงที่รบกวนการทำงาน เพราะความสว่างที่มากเกินไป มีผลต่อสายตา เพื่อป้องกันแสงที่เข้าตาโดยตรง ควรปิด หรือใช้มู่ลี่เพื่อปรับแสงให้ผ่านได้เพียงบางส่วน

3.ใช่ขนาดตัวอักษรไม่เป็น
     จำไว้ว่าทุกครั้งที่พิมพ์งาน นอกจากเลือกใช้ขนาดของตัวอักษรที่ใหญ่พอแล้ว ควรปรับความเข้มของตัวอักษรให้เหมาะสมโดยสังเกตได้จากยังสามารถอ่านตัวอักษรได้ใน ระยะห่างเป็น 3 เท่าของระยะที่นั่งทำงาน

4. สวมแว่นผิด
     สีเลนส์ที่ควรเลือกใช้ ควรเป็นสีเขียวอ่อน เพราะจะช่วยทำให้รู้สึกสบายตาภายใต้แสงจากหลอดไฟฟ้า ฟลูออเรสเซนต์ รวมถึงช่วยลดแสงสะท้อนจากจอภาพ โดยเลือกแว่นตาที่มีกำลังขยายสำหรับระยะ 50 - 70 ซม. ซึ่งค่ากำลังของเลนส์ จะแตกต่างจากเลนส์อ่านหนังสือหรือเลนส์มองใกล้ทั่วไป

5.ลืมกะพริบตา-ไม่ยอมลุกจากเก้าอี้
     สมาธิที่จดจ่อขณะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำให้อัตราการกะพริบตาลดลงจาก 20 - 22 ครั้งต่อนาที เหลือเพียง 6 - 8 ครั้งต่อนาทีถ้าไม่อยากตาแห้ง หรือต้องใช้น้ำตาเทียมหยอดตาเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น การกะพริบตาถี่ๆ หรือลุกยืดเส้นยืดสายช่วยได้

     สำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศที่ทำได้ไม่ครบทั้ง 5 คำแนะนำ ก็ยังสามารถใช้วิธีบริหารกล้ามเนื้อตาง่าย ๆ ด้วยการ กลอกตาขึ้น - ลงช้า ๆ 6 ครั้ง โดยให้เหลือบตาขึ้นสูงสุดและลงต่ำสุด ในระหว่างการบริหาร เมื่อทำครบแล้วให้กลอกตาไปข้างขวาและซ้ายสลับกัน โดยกลอกตาไปให้ขวาสุด และซ้ายสุด ทำซ้ำ 2 - 3 ครั้ง
     จากนั้นชูนิ้วขึ้นมาให้อยู่ในระดับสายตา ห่างจากสายตาประมาณ 8 นิ้ว แล้วจ้องมองไปที่ระยะไกล ๆ ประมาณ 10 ฟุต สลับกับใช้ตามองระยะใกล้ที่นิ้วมือใช้เวลามองแต่ละที่ประมาณ 2 - 3 วินาที ทำสลับไปมา และท่าบริหารสุดท้ายคือ กลอกตาเป็นวงกลมช้า ๆ โดยเริ่มกลอกตาตามเข็มนาฬิกาก่อน แล้วกลอกตาทวนเข็มนาฬิกาสลับไปมา ที่สำคัญคือควรตรวจสุขภาพตาปีละ 1 ครั้ง เพื่อวัดความดันตา ตรวจเช็กจอประสาทตาและความผิดปกติของสายตา

ถ้าทำไม่ได้ 5 ข้อข้างต้นก็ 2 ย่อหน้าสุดท้ายน่ะค่ะ สวัสดีค่ะ ^/\^

ที่มา: เว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต